Janjaras Group

August 21, 2025

การเก็บรักษาอาหารทุกประเภท ยืดอายุความสดใหม่ เก็บได้นาน

การเก็บรักษาอาหารทุกประเภท ยืดอายุความสดใหม่ เก็บได้นาน

การเก็บรักษาอาหารอย่างถูกวิธีไม่ได้เป็นเพียงการยืดอายุวัตถุดิบและอาหารปรุงสุกเท่านั้น แต่ยังเป็นเกราะป้องกันสำคัญจากโรคอาหารเป็นพิษ (Food Poisoning) และการติดเชื้อจากอาหาร (Food Infection) ยิ่งไปกว่านั้น เชื้อโรคบางชนิดเป็นภัยเงียบที่มักไม่แสดงอาการเตือนใด ๆ ว่าอาหารเสียแล้ว เช่น ไม่มีสี ไม่ส่งกลิ่นเน่าบูด ไม่มีเมือกหรือฟองให้เห็น และที่น่ากังวลไปกว่านั้นคือ พิษและเชื้อบางตัวยังสามารถทนความร้อนได้อีกด้วย ไม่ว่าจะนำไปปรุงสุกหรืออุ่นซ้ำก็ไม่สามารถกำจัดได้

นอกจากเรื่องสุขภาพแล้ว ยังช่วยลดปริมาณขยะอาหาร และประหยัดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ได้อีกด้วย

บทความนี้จะพาทุกคนไปเจาะลึก สูตรเคล็ดลับในการเก็บรักษาอาหารกัน

สารบัญบทความ

ทำไมข้อมูลการเก็บอาหารในตู้เย็นถึงไม่ตรงกัน?


การ
เก็บอาหารในตู้เย็น ไม่ว่าจะเป็นการแช่เย็นหรือแช่แข็ง ช่วยชะลอการเน่าเสียของอาหารจากการเติบโตของจุลินทรีย์ส่วนใหญ่ (ยกเว้นจุลินทรีย์บางชนิดที่ชอบความเย็น อย่าง Psychrotrophs อ่านว่า ไซโครโทรป) และลดปฏิกิริยาที่ไม่พึงประสงค์ ที่ทำให้อาหารเน่าเสียได้ 

อย่างไรก็ตาม หลายคนมักจะสับสนกับคำแนะนำเรื่องระยะเวลาการเก็บรักษาอาหาร เพราะข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ ทั้งจากโซเชียลมีเดียทั่วไป หรือแม้กระทั่งจากเอกสารอ้างอิงที่น่าเชื่อถือ มักจะแตกต่างกันมาก นั่นเป็นเพราะการเสื่อมคุณภาพของอาหารนั้นซับซ้อน ทำให้ระยะเวลาการเก็บรักษาในตู้เย็นของอาหารแต่ละชนิดขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยสำคัญ:

  • วัตถุดิบที่ควรนำมาแปรรูปต้องมีลักษณะอย่างไร: ปริมาณจุลินทรีย์ตั้งต้นในอาหารมีความสำคัญมาก หากวัตถุดิบอาหารสดใหม่ สะอาด หรือผ่านการลดเชื้อมาอย่างดี ก็จะมีอายุการเก็บยาวนานกว่า เช่น ขนมตะโก้เผือก ถ้าใช้กะทิสดจากตลาด ที่มีเชื้อตั้งต้นสูง (จุลินทรีย์ > 1000 CFU/g) ก็จะมีอายุการเก็บสั้นกว่า ตะโก้เผือกที่ทำจากกะทิกล่อง UHT ที่ผ่านการฆ่าเชื้อระดับสเตอริไรซ์ (จุลินทรีย์ 0 CFU/g) มาแล้ว 
  • การปรุงอาหารแบบต่าง ๆ: วิธีการปรุงอาหารด้วยความร้อน ไม่ว่าจะเป็นการทอด ต้ม นึ่ง อบ หรือย่าง ล้วนส่งผลโดยตรงต่อการทำลายจุลินทรีย์และเอนไซม์ที่ทำให้อาหารเสียไม่เท่ากัน การให้ความร้อนโดยใช้อุณหภูมิที่เหมาะสมและทั่วถึง (โดยเฉพาะจุดที่ร้อนช้าที่สุด) สามารถช่วยยืดอายุอาหารปรุงสุกได้นานยิ่งขึ้น 
  • การจัดการการปนเปื้อนข้าม (Cross-Contamination): การล้างมือและอุปกรณ์ให้สะอาด การแยกอุปกรณ์ที่ใช้กับวัตถุดิบสดออกจากอุปกรณ์ที่ใช้กับอาหารปรุงสุกพร้อมรับประทานก็จะช่วยให้อาหารเก็บได้นานกว่าที่ระบุในคู่มือหรือเอกสารอ้างอิง
  • อุณหภูมิที่จัดเก็บ: โดยทั่วไปแล้ว ยิ่งอุณหภูมิในตู้เย็นต่ำลงเท่าไหร่ อาหารก็จะยิ่งเก็บได้นานขึ้นเท่านั้น เนื่องจากอัตราการเกิดปฏิกิริยาไม่พึงประสงค์ต่าง ๆ จะลดลงเมื่ออุณหภูมิลดลง อย่างไรก็ตามผักผลไม้สดบางชนิดอาจเกิดอาการเสียหายจากความเย็นจัด หรือ chilling injury (เช่น อาการเนื้อช้ำหรือฉ่ำน้ำ เปลือก/เนื้อเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล เนื้อสัมผัสเปลี่ยนไป สุกช้าหรือไม่สุกอีกเลย) ได้ที่อุณหภูมิต่ำเกินไป
  • วิธีการจัดเก็บ: อุณหภูมิที่เย็นทั่วถึงและสม่ำเสมอของตู้เย็นเป็นหัวใจสำคัญในการยืดอายุอาหารด้วยความเย็น นอกจากนี้ความสะอาดของตู้เย็นรวมถึงการใช้ภาชนะที่ปิดสนิทจะช่วยป้องกันการปนเปื้อนข้ามและรักษาคุณภาพอาหารได้นานขึ้น 

การใส่ใจกับปัจจัยเหล่านี้จะช่วยให้การเก็บรักษาอาหารในตู้เย็นได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยยิ่งขึ้น

เทคนิคการเก็บผักผลไม้ เนื้อสัตว์ และอาหารเเห้งให้คงคุณภาพและปลอดภัย


การเก็บรักษาอาหาร
อย่างถูกวิธีเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยยืดอายุของวัตถุดิบและป้องกันการเน่าเสีย โดยเทคนิคการเก็บรักษาจะแตกต่างกันไปตามประเภทของอาหาร

การเก็บผักและผลไม้: รักษาความสดและวิตามิน


เทคนิค
การเก็บรักษาอาหารสดอย่างเหมาะสมมีดังนี้ 

  • คัดเลือกส่วนที่ช้ำหรือเน่าออกก่อนนำเข้าตู้เย็น: ผักผลไม้ส่วนที่เน่านอกจากจะเป็นแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อแบคทีเรียและเชื้อราก่อโรคที่จะปนเปื้อนอาหารในตู้เย็นแล้ว ผักผลไม้ที่เน่ากำลังจะตาย (Senescence) บางชนิดสามารถปล่อยก๊าซเอทิลีน (Ethylene Gas) ฮอร์โมนที่เร่งให้ผักผลไม้ในบริเวณใกล้เคียง สุกเร็วขึ้น หรือ หายใจและคายน้ำเร็วขึ้น ทำให้เหี่ยวและตายเร็วขึ้นได้ 
  • ล้างเท่าที่ใช้: หลีกเลี่ยงการล้างผักผลไม้ทั้งหมดก่อนนำเข้าตู้เย็น เพราะความชื้นจะทำให้อาหารเน่าเสียเร็วขึ้น หากต้องการจะล้างทำความสะอาดก่อนเก็บเข้าตู้เย็นจะต้องผึ่งให้แห้ง เก็บใส่ภาชนะที่รองด้วยผ้าขาวบางหรือกระดาษอเนกประสงค์ (กระดาษทิชชูสำหรับอาหาร) เพื่อดูดซับความชื้นส่วนเกินก่อนนำใส่ถุงหรือภาชนะปิดฝามิดชิด เพราะความชื้นที่ตกค้างจะทำให้เกิดการเน่าเสียได้ง่าย (ผศ.ดร.นัฐพล ตั้งสุภูมิ, 2018) 
  • หั่นเท่าที่จำเป็น: การหั่นผักผลไม้เตรียมไว้เป็นสัดส่วนแล้วนำเข้าตู้เย็นเพื่อความสะดวกในการหยิบมาใช้ ทำให้ผักผลไม้เสียเร็วขึ้น เนื่องจากหัวใจสำคัญของการเก็บรักษาความสดใหม่ของผักผลไม้คือ การรักษาสภาพเซลล์ของพืชให้สมบูรณ์ที่สุด การหั่นผักผลไม้จะส่งผลให้เซลล์ของผักผลไม้ถูกตัด สูญเสียความชื้น สูญเสียสารอาหาร เพิ่มโอกาสการปนเปื้อนของเชื้อโรค และเซลล์ที่บาดเจ็บจะเร่งให้ผักผลไม้หายใจและคายน้ำเร็วขึ้นจึงเน่าเสียและเหี่ยวตายเร็วขึ้น ดังนั้นควรหั่นเตรียมไว้เท่าที่จำเป็นหรือคาดการณ์ได้ และใช้มีดที่มีความคมเพื่อลดความเสียหายของเซลล์พืช
  • แยกจัดเก็บผลไม้กลุ่ม C-fruit จากผักผลไม้อื่น: ผลไม้กลุ่ม Climacteric fruit หรือ C-fruit เช่น กล้วย แอปเปิล มะม่วง ทุเรียน สามารถสร้างก๊าซเอทิลีน (Ethylene Gas) ขึ้นตามธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่พืชกำลังเจริญเติบโตเต็มที่หรือในช่วงที่ผลไม้กำลังจะสุก เอทิลีนมีคุณสมบัติพิเศษคือสามารถแพร่กระจายไปในอากาศได้ง่าย เมื่อผลไม้ชนิดหนึ่งปล่อยเอทิลีนออกมา ก๊าซนี้จะไปกระตุ้นให้ผลไม้ที่อยู่ใกล้เคียงเริ่มกระบวนการสุกตามไปด้วย นี่คือสาเหตุว่าทำไมการเก็บผลไม้ที่สุกงอมแล้วไว้ใกล้ ๆ กับผลไม้ที่ยังดิบอยู่จึงทำให้ผลไม้ดิบนั้นสุกเร็วขึ้น 

แต่ในกรณีที่อยากจะยืดอายุผักผลไม้เอทิลีนคือสิ่งน่ากลัว โดยเฉพาะกับผักผลไม้ที่ไวต่อก๊าซเอทิลีน เพราะเอทิลีนนอกจากจะเร่งให้ผักผลไม้หายใจเร็วขึ้น คายน้ำเร็วขึ้น ทำให้เหี่ยวและตายเร็วขึ้นแล้วยังโน้มนำให้เกิดความผิดปกติทางกายภาพ (Physiological Disorder) เช่น ดอกบรอกโคลีเป็นสีเหลืองและร่วง แอปเปิลมีเนื้อทรายไม่กรอบ ในกรณีที่ไม่สามารถจัดการเอทิลีนในตู้เย็นหรือห้องเย็นที่จัดเก็บผักผลไม้รวมกัน สามารถใช้
ซองดูดเอทิลีน ที่เป็น Active Packaging เลือกดูดเฉพาะเอทิลีน กำจัดเอทิลีนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อหยุดผลกระทบที่ไม่ต้องการจากเอทิลีนและยืดอายุผักผลไม้สดได้  

  • ใช้ช่องแช่ผัก (Crisper Drawer) (ถ้ามี): ช่องนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรักษาความชื้นและอุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับผักและผลไม้โดยเฉพาะ โดยคุณสามารถปรับระดับความชื้น (Humidity Control) ได้ตามความเหมาะสม 
  • การเก็บผักและผลไม้ในช่องแข็ง: หลังจากที่เตรียมผักและผลไม้ด้วยการทำความสะอาด หั่นเป็นชิ้นและเช็ดให้แห้งสนิทแล้ว สามารถแช่แข็งผลไม้ได้เลย แต่สำหรับผักโดยเฉพาะผักใบเขียวควรทำการลวก (Blanch) ในน้ำเดือดนาน 1-3 นาที (ขึ้นกับชนิดของผัก) ก่อนนำไปน็อกน้ำเย็น สะเด็ดให้แห้งก่อนนำแช่แข็ง เพื่อเป็นการหยุดการทำงานของเอนไซม์ที่ทำให้ผักเปลี่ยนสีและทำความสะอาดฆ่าเชื้อจุลินทรีย์บางส่วนที่อาจปนเปื้อนมา ทำให้ผักสะอาดและปลอดภัยมากขึ้น

การเก็บรักษาเนื้อสัตว์: ป้องกันการปนเปื้อนและยืดอายุ


สาเหตุการเน่าเสียของเนื้อสัตว์
เกิดจากหลายสาเหตุ ทั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ ปฏิกิริยาทางเคมีได้แก่ การเปลี่ยนแปลงของสี (Myoglobin Oxidation) และการเหม็นหืนของไขมัน (Lipid Oxidation) หรือการย่อยสลายโปรตีนโดยเอนไซม์ Proteolytic Enzyme จากตัวเนื้อสัตว์เอง ทำให้เนื้อสัตว์เน่าเสียได้ง่าย เคล็ดลับง่าย ๆ ในการยืดอายุ ทำได้ดังนี้:

  • ควรเลือกซื้อเนื้อสัตว์เป็นชิ้นขนาดใหญ่: ไม่ควรซื้อเนื้อสัตว์บดจากร้านค้า แม้ทางร้านจะบดให้ใหม่ก็ตาม ทั้งนี้เพราะพื้นที่ผิวที่เพิ่มขึ้นจากการตัดสับหรือบด นอกจากจะมีเชื้อจุลินทรีย์ทั้งที่ทำให้เน่าเสียและก่อโรคปนเปื้อนติดมาจำนวนมากแล้ว +การบดทำให้เซลล์เนื้อสัตว์ถูกทำลายส่งผลให้สูญเสียรสชาติ เนื้อสัมผัส และคุณค่าทางโภชนาการได้ 
  • การเตรียมเนื้อสัตว์เข้าตู้เย็น/แช่แข็ง
    • เมื่อนำมาล้างทำความสะอาดเช็ดให้แห้งแล้ว ให้นำไปแช่ตู้เย็นหรือช่องฟรีซทันที อย่าปล่อยทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้องนานเกินไป 
    • สามารถหั่นเป็นชิ้น ขนาด 100-200 กรัม ก่อนนำไปแช่แข็ง เพื่อให้สะดวกต่อการนำมาละลายใช้ และป้องกันการเกิดปัญหา Hot Spot ซึ่งเป็นบริเวณที่ละลายก่อน จึงเป็นบริเวณที่ทำให้จุลินทรีย์สามารถเจริญเติบโตได้แม้จุดกึ่งกลางของเนื้อสัตว์ยังเป็นน้ำแข็งอยู่
  • เก็บในอุณหภูมิที่เหมาะสม:
    • ตู้เย็นช่องธรรมดา: สำหรับเนื้อสัตว์ที่จะใช้ภายใน 1-2 วัน ควรเก็บไว้ที่อุณหภูมิ 4°C หรือต่ำกว่า โดยวางไว้ในส่วนที่เย็นที่สุดของตู้เย็น
    • ช่องแช่แข็ง: สำหรับการเก็บรักษาอาหารระยะยาว ควรเก็บที่อุณหภูมิ -18°C หรือต่ำกว่า การเก็บในช่องแช่แข็งจะช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียได้สมบูรณ์

การเก็บรักษาอาหารเเห้ง


การเก็บอาหารแห้งในตู้เย็นเป็นวิธีที่ช่วยยืดอายุอาหารให้คงคุณภาพและใช้งานได้นานขึ้น โดยมีเทคนิคดังนี้

    • ตากเเห้งให้สนิทก่อนนำเข้าตู้เย็น อ่านข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการทำเเห้ง ได้ที่ การเก็บรักษาอาหารแห้ง
    • เลือกภาชนะหรือบรรจุภัณฑ์ที่สามารถป้องกันความชื้น เเละ/หรือออกซิเจนได้ เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้อาหารสัมผัสกับความชื้นเเละอากาศในตู้เย็นโดยตรง 
    • เพื่อยืดอายุการเก็บรักษาให้ยาวนานมากยิ่งขึ้น สามารถใช้เทคโนโลยี Active Packaging เข้ามาช่วยได้ 
      • ซองกันชื้น (Silica Gel) : เหมาะสำหรับอาหารแห้งทั่วไป ซองกันชื้นจะช่วยดูดซับความชื้นที่อาจหลงเหลืออยู่ในภาชนะ ซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้อาหารเกิดเชื้อราได้เป็นอย่างดี
      • ซองดูดออกซิเจน (Oxygen Absorber): เหมาะสำหรับอาหารแห้งที่มีไขมันสูง เช่น ถั่วบางชนิด เนื้อสัตว์อบเเห้ง ซองดูดออกซิเจนจะช่วยลดปริมาณออกซิเจนในบรรจุภัณฑ์ ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้อาหารเกิดการเหม็นหืนได้ง่ายและรวดเร็ว โดยเฉพาะในอาหารที่มีความชื้นต่ำมาก ๆ

อาหารปรุงสำเร็จ วิธีการเก็บรักษาอย่างปลอดภัย


อาหารปรุงสำเร็จเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้ชีวิตในแต่ละวันสะดวกสบายขึ้น แต่หลายคนมักมีคำถามเกี่ยวกับการเก็บรักษาและการอุ่นอาหาร โดยเฉพาะคำถามยอดฮิตที่ว่า “
อาหารปรุงสําเร็จ ควรอุ่นทุกกี่ชั่วโมง” หรือ “อาหารควรอุ่นทุกกี่ชั่วโมง” คำตอบสั้น ๆ คือ ควรหลีกเลี่ยงการอุ่นอาหารซ้ำบ่อย ๆ ไม่ได้เป็นเพราะเรื่องของคุณภาพหรือรสชาติที่ลดลงแต่เป็นเรื่องของความปลอดภัยจากเชื้อโรค 

อันตรายจากโซนอุณหภูมิอันตราย (Temperature Danger Zone)


การเก็บรักษาอาหาร
ไม่ว่าจะเป็นการเก็บรักษาอาหารสด หรือ การเก็บรักษาอาหารปรุงสำเร็จ เพื่อป้องกันการเน่าเสียของอาหาร  ไม่ควรเก็บในอุณหภูมิระหว่าง 4 – 60 °C ซึ่งเป็นโซนอุณหภูมิอันตราย (Temperature Danger Zone) เพราะเป็นช่วงที่จุลินทรีย์ก่อโรค (Pathogens) เจริญเติบโตได้ดีมาก 

ดังนั้นหากจะเก็บรักษาด้วยความเย็น ให้รีบทำอาหารให้เย็นแล้วเก็บที่ต่ำกว่า 4 °C หากจะอุ่นร้อนต้องอุ่นร้อนให้ทั่วถึง (โดยเฉพาะอุณหภูมิที่แกนกลางของอาหาร) โดยใช้อุณหภูมิสูงกว่า 60 °C

อันตรายจากการอุ่นอาหารที่ไม่เหมาะสม


การเก็บอาหารแบบอุ่นตลอดเวลา เช่น แกงหม้อใหญ่ที่เปิดไฟหรี่ ๆ ไว้ในตลาด ขนมจีบที่นึ่งรอคนซื้อทั้งวัน หรือข้าวในหม้อหุงข้าวที่กดปุ่ม “อุ่น” ค้างไว้ทั้งวัน หากอุณหภูมิต่ำกว่า 60 °C
 ถือเป็นเรื่องที่อันตรายมาก เพราะเป็นการ “เลี้ยงเชื้อ” ก่อโรคบางชนิดโดยไม่รู้ตัว หนึ่งในเชื้อโรคที่น่ากลัวคือแบคทีเรีย Staphylococcus aureus ซึ่งพบได้ทั่วไปบนผิวหนังของเรา เมื่ออาหารปนเปื้อนเชื้อนี้ แบคทีเรียจะสร้างสารพิษสแตฟิโลค็อกคัส (Staph toxin) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคอาหารเป็นพิษ สารพิษชนิดนี้จะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย และปวดท้องอย่างรวดเร็วหลังรับประทานอาหาร ซึ่งจะเริ่มภายในประมาณ 30 นาทีถึง 8 ชั่วโมงหลังจากรับประทานอาหารที่ปนเปื้อน สิ่งที่อันตรายที่สุดคือสารพิษนี้ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น และทนความร้อนสูงมาก การนำอาหารไปอุ่นซ้ำอีกครั้งไม่สามารถทำลายสารพิษนี้ได้ ต้องใช้ความร้อนสูงกว่าน้ำเดือดและความดันสูงมาก (เช่น 121 องศาเซลเซียส นานกว่า 20 นาที) ถึงจะสามารถทำลายได้

ดังนั้น ควรการเลือกซื้ออาหารพร้อมรับประทานจากแหล่งที่น่าเชื่อถือและสังเกตวิธีการเก็บรักษาอาหารปรุงสำเร็จของร้านค้าจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากสารพิษที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้

หลักการเก็บอาหารในตู้เย็นให้มีประสิทธิภาพ


การ
เก็บอาหารในตู้เย็นอย่างถูกวิธีไม่เพียงแต่ช่วยยืดอายุของอาหารเท่านั้น แต่ยังช่วยป้องกันการเจริญเติบโตของเชื้อโรคที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพได้อีกด้วย มาดูกันว่าวิธีการดูแลรักษาตู้เย็น ที่เก็บอาหาร เพื่ออาหารที่เก็บได้นานที่สุดมีอะไรบ้าง

การรักษาอุณหภูมิที่เหมาะสม


อุณหภูมิที่เหมาะสมเป็นหัวใจสำคัญของการเก็บอาหารในตู้เย็น ช่องแช่เย็น ต้องเย็นต่ำกว่า 4 °C
 และ ช่องแช่แข็ง ต้องต่ำกว่า -18 °Cอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ตู้เย็นทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลองตรวจสอบตามลิสต์ด้านล่างนี้:

  • การจัดอาหาร: ไม่ควรยัดอาหารจนแน่นตู้เย็น เพราะจะขวางทางลมเย็น ทำให้อุณหภูมิไม่ทั่วถึง
  • รอให้อาหารเย็นก่อนนำเข้าตู้เย็น: การนำอาหารที่ยังร้อนอยู่เข้าไปทันทีจะทำให้อุณหภูมิภายในตู้เย็นสูงขึ้น และทำให้คอมเพรสเซอร์ทำงานหนัก
  • ไม่เปิดประตูตู้เย็นบ่อย ๆ หรือค้างไว้ และตรวจสอบขอบยางประตูว่าปิดได้แน่นดี เพื่อป้องกันไม่ให้ความเย็นรั่วไหลออกไป
  • เเกงถุงควรเเกะเอาอากาศออกก่อนเข้าตู้เย็น เพราะอากาศในถุงจะเป็นฉนวนทำให้อาหารในถุงเย็นช้า

ทำความสะอาดรักษาความสะอาด


การรักษาความสะอาดตู้เย็น
ที่เก็บอาหารเป็นสิ่งสำคัญที่จะลดการปนเปื้อนข้ามและการแพร่กระจายของจุลินทรีย์ในตู้เย็น ซึ่งจะช่วยให้อาหารที่เราเก็บไว้ปลอดภัยและสดใหม่นานขึ้น

หลักการจัดอาหาร FIFO และ FEFO


การเก็บรักษาอาหารในตู้เย็นอย่างมีระบบไม่เพียงแต่ช่วยให้ตู้เย็นเป็นระเบียบ แต่ยังช่วยลดปัญหาอาหารหมดอายุและเน่าเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลักการง่าย ๆ ที่นิยมใช้กันคือ FIFO (First-In, First-Out)  หรือ FEFO (First Expired, First Out) 

การจัดการอาหารแบบ FIFO คือระบบการจัดเก็บและหมุนเวียนอาหาร โดยสินค้าที่เข้ามาใหม่จะถูกเก็บไว้ด้านหลัง ทำให้สินค้าที่เข้ามาถึงก่อนจะถูกนำไปใช้ก่อน ซึ่งช่วยลดการสูญเสียอาหารที่อาจหมดอายุหรือเสื่อมสภาพได้ ในกรณีที่เป็นอาหารที่มีฉลากระบุวันผลิตหรือวันหมดอายุ สามารถใช้หลักการ FEFO ได้ การติดฉลากระบุวันที่ (เช่น วันที่ซื้อ บรรจุ หมดอายุ หรือ ควรบริโภค) ก่อนจัดเรียงเข้าตู้เย็น สามารถช่วยในการบริหารจัดการสต๊อกอาหารในตู้เย็นได้ง่าย ๆ แต่มีประสิทธิภาพ

Tips การเลือกใช้บรรจุภัณฑ์สำหรับเก็บอาหารแช่แข็ง


คุณสมบัติของบรรจุภัณฑ์ที่ดีสำหรับ
การเก็บรักษาอาหารแช่แข็ง ได้แก่

  • ทนอุณหภูมิต่ำ: ต้องทนความเย็นจัดได้ดี ทนต่อการฉีกขาด การกระแทก และการเสียดสีขณะจัดเก็บหรือขนส่งได้
  • Food Grade: ทำจากวัสดุที่ปลอดภัยสำหรับการสัมผัสอาหาร ไม่ปล่อยสารเคมีที่เป็นอันตรายออกมา
  • ปิดผนึกได้แน่นสนิท: ช่วยป้องกันการปนเปื้อนจากกลิ่นภายนอก และรักษาความสดใหม่ของอาหารภายใน
  • ป้องกันความชื้นและอากาศ: ต้องสามารถป้องกันไม่ให้น้ำและอากาศเข้าออกได้ เพื่อป้องกัน “Freezer Burn” ความเสียหายจากการแช่แข็ง เป็นอาการที่อาหารแห้งและมีสีซีดจางจากการสูญเสียความชื้น ในกรณีเนื้อสัตว์จะเกิดกลิ่นหืนและเนื้อสัมผัสเปลี่ยนไป
  • การบรรจุแบบสุญญากาศ: Vacuum Packaging ที่แนบสนิทไปกับผิวอาหาร หรือที่เรียกว่า “Skin-Tight Packaging” ถุงแวคคั่มเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหา Freezer Burn เพราะช่วยขจัดอากาศลดช่องว่างเหนืออาหารภายในบรรจุภัณฑ์ (Headspace) ที่น้ำแข็งสามารถระเหิดกลายเป็น Freezer Burn ได้

การเก็บรักษาอาหาร ช่วยทำให้อาหารสดใหม่และปลอดภัย


การเรียนรู้และนำเคล็ดลับเหล่านี้ไปใช้ จะช่วยให้คุณสามารถจัดการอาหารในครัวเรือนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดการสูญเสีย และมั่นใจได้ว่าอาหารที่คุณบริโภคนั้นสดใหม่และปลอดภัยอยู่เสมอ
เจนจรัสกรุ๊ป เข้าใจถึงความสำคัญของการเก็บรักษาอาหารเพื่อคุณภาพและความปลอดภัย หากคุณกำลังมองหาโซลูชันด้านบรรจุภัณฑ์ที่ช่วยยืดอายุอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นซองดูดออกซิเจน BestKept ซองดูดซับเอทิลีน BeFresh สามารถติดต่อเจนจรัสกรุ๊ปเพื่อสอบถามเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ยืดอายุอาหารที่ตอบโจทย์ความต้องการของคุณได้เลย

เขียนโดย

ดร.ธีรนันท์ เจนจรัสสกุล

อดีตรองศาสตราจารย์ ภาควิชาเทคโนโลยีทางอาหาร คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


เอกสารอ้างอิง

ผศ.ดร.นัฐพล ตั้งสุภูมิ, 2018. “ใช้ตู้เย็นผิดวิธี เป็นเหตุเพาะพันธุ์เชื้อโรคจริงหรือ?”. รายการรู้เท่ารู้ทัน. ทางสถานีThai PBS. https://www.facebook.com/share/v/19mEzEuEjc/

รศ.ดร.ธีรนันท์ เจนจรัสสกุล, 2020. “Packaging for Extending Shelf Life”. Special Food Talks 2020 on Food Processing: Preservation Technology Series เทคโนโลยีการแปรรูปและถนอมอาหารเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ยุควิกฤติเศรษฐกิจและโควิด-19. ทาง Food Innopolis เมืองนวัตกรรมอาหาร-FI Channel. https://www.youtube.com/watch?v=_tBygz67kDk

เขียนโดย
ดร.ธีรนันท์ เจนจรัสสกุล
อดีตรองศาสตราจารย์ ภาควิชาเทคโนโลยีทางอาหาร คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Talk to us for expert advice

Our technical team will help you choose the right solution for your food products.

Call 02 881 0611-3Chat on LINE